อยากทําแบรนด์ครีม

อยากทําแบรนด์ครีม การสร้างแบรนด์สินค้า  สร้างแบรนด์ครีม

อยากทําแบรนด์ครีม สร้างแบรนด์อาหารเสริม ของเรามีชื่อเสียงนั้นการทำให้คนจดจำแบรนด์ และรำลึกถึงแบรนด์นั้น สิ่งจำเป็นไม่น้อยไปกว่าโลโก้ หรือตราเครื่องหมาย มันก็คือชื่อแบรนด์ เพราะว่าชื่อของแบรนด์ นั้นเปรียบเสมือนชื่อของตัวเรานี่เอง เป็นชื่อ ที่จะเป็นที่ จำของ ลูกค้า สำหรับหลักสำหรับเพื่อการการตั้งชื่อแบรนด์, การตั้งชื่อแบรนด์ครีม, การตั้งชื่ออาหาร วันนี้พรีมาห่วงใย ในฐานะ โรงงานรับผลิตครีม โรงงานผลิตครีม โรงงานรับผลิตอาหารเสริม โรงงานผลิตอาหารเสริม ได้สรุปวิธีขั้นต้นมาได้ดังต่อไปนี้ค่ะ

1. ยึดกฎสากล 6 ตัวหนังสือ 3 พยางค์ เพื่อให้ออกเสียงได้ง่ายเป็นกฏ ในต่างประเทศ ที่ไว้ตั้งชื่อ ภาษาอังกฤษ ซึ่งจึงควรไม่เกิน 6 ตัวหนังสือ และออกเสียงไม่เกิน 3 พยางค์มีจุดหมาย เพื่อชื่อ กระชับ ออกเสียงง่าย จำง่าย อยากทําแบรนด์ครีม จำต้องเคยปากคน ทั่วไป ได้แก่แบรนด์ดังๆอย่าง Nike Diorส่วนชื่อ ที่เป็นภาษาไทย ก็ควรพิจารณา ถึงความสั้นกระชับ เช่นเดียวกัน ได้แก่ Xerox, มาม่า หรือ ผงซักฟอก ก็สามารถชินปากกระทั่งเป็นชื่อเรียกแทนผลิตภัณฑ์ ได้เลยแต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อมีแบรนด์เกิดขึ้นมากมาย แนวทางการทำข้อแตกต่างก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราเด่น เดี๋ยวนี้ก็เลยมีแบรนด์ที่มีชื่อยาวๆออกมาให้ได้มองเห็นกัน ดังเช่นว่า โชกุบุสสึ โมโนตาการิด้วยเหตุผลดังกล่าว เราบางครั้งก็อาจจะไม่ต้องซีเรียสกับจำนวนอักษรแล้วก็พยางค์เท่าไรนัก คิดถึงความเหมาะสมดีกว่า

2. เรียบง่ายเข้าไว้การที่จะทำให้ชื่อของแบรนด์เป็นที่จดจำ เราควรที่จะต้องตั้งชื่อที่ กล้วยๆเข้าถึงง่าย จดจำได้ง่าย ดังเช่นว่า จะขายครีมผิวขาวเครื่องสำอาง White Shadow ซึ่งจะง่ายยิ่งกว่า ชื่อแบบ International beauty cream by ABC หรือ การตั้งชื่อแบรนด์ครีมที่มีไว้สำหรับกันแดด ควรจะตั้งชื่อให้สื่อความหมายถึงครีมที่เอาไว้ป้องกันแสงแดด แสงแดด หรือกระทั่ง KFC ก็เป็นการย่อชื่อจากชื่อเก่า Kentucky Fried Chicken การตั้งชื่อที่สะกดยาก ออกเสียง ยากนั้นเหมาะ หลีกเลี่ยงเนื่องจากอย่างไรก็แล้วแต่ พวกเราอยาก ให้ลูกค้าค้นหา หาร้านพวกเราได้ง่าย

3. แตกต่างเด่นกว่าชื่อดีๆมีล้นหลาม แม้กระนั้นการจะตั้งชื่อ เราจึงควรมองคู่ปรปักษ์ด้วย เพื่อสะดุดตาไม่เหมือนกัน แถมหากชื่อเหมือนเกินความจำเป็น จะมีภาพลักษณ์เป็นแบรนด์เลียนตัวอย่างเช่น ทำน้ำอัดลม ยี่ห้อเป๊บซ่า แม้พวกเราจะโต้เถียงให้ตายว่าคิดใหม่ๆมิได้เอาอย่าง อย่างไรก็ไม่มีคนเชื่อเราแน่ๆ หรือการใช้ชื่อที่ คนรับใช้กัน เยอะแยะทั่วไป หรือชื่อโหล ก็ทำให้พวกเราไม่เด่น เช่น ภาพข้างล่าง ร้านค้าขายครีม เยอะมาก ร้านค้าที่คุณจำได้ คือร้านไหนลูกค้าล้นหลาม ที่แวะเวียน เข้ามาที่ร้านพวกเรา และยังมิได้ ซื้อสินค้า ในทันที เขาจะกลับ ไปพิเคราะห์ หรือกลับไป เก็บเงินก่อน พอเพียงเขาพร้อมซื้อ เขาก็จะกลับมา หาผลิตภัณฑ์แบรนด์ ที่เขาคิดออก ซึ่งเมื่อเราผิดแผกแตกต่าง ก็ยิ่งดีกว่า

4. เลือกกรรมวิธีตั้งชื่อซึ่งจะแบ่ง ได้หลายแนวทางวิธีแรก ใช้แนวคิด ตั้งชื่อโดยนำเสนอธุรกิจของพวกเรา อาทิเช่น Microsoft, Miss Lily, Master card วิธีลำดับที่สอง ชื่อ ที่ไม่เกี่ยวกับเราเลย แต่ว่าเร่งเร้าได้ สื่อความหมายได้ ยกตัวอย่างเช่น Big C (C มาจาก customer)หรือ แกะหวานของเราก็เช่นกัน มีความหมายที่ อยากทําแบรนด์ครีม  ไม่เกี่ยวกับงานเลยวิธีที่สาม ชื่อที่ไม่ได้ มีความหมาย อะไรเลย แต่คิดออกง่าย ดังเช่นว่า Googleวิธีที่สี่ เอาวิธีข้างต้นมา ผสมกัน รวมทั้งบางครั้งอาจจะ เล่นคำลงไป เพื่อจำง่าย อย่างเช่น salz (อ่านว่าเกลือแต่จงใจสะกดด้วยตัว z)หรือ FCUK (ถ้าเกิดสลับ Cกับ U ก็จะเป็นคำล่อแหลม แต่ ทำให้จำง่าย เปลี่ยนเป็นแบรนด์ที่นิยมของวัยรุ่นไปเลย)

5. สร้างชื่อที่มีลักษณะเป็น Platform เพื่อต่อยอดผลิตภัณฑ์รวมทั้งบริการหมายความว่า การตั้งชื่อ กลางเพื่อ เป็นชื่อแบรนด์หลัก ที่สามารถ เพิ่มชื่อ ห้อยท้าย แปลงเป็น แบรนด์ย่อยๆของสินค้าใหม่ๆได้ ดังเช่นว่า Sony แตกเป็น Sony music, Sony computer entertainmentมีลักษณะเด่นคือ พวกเราจะอดออม ทั้งยังงบ ทั้งเวลา เนื่องจากว่าถึงแม้ เราจะมี แบรนด์สินค้า ตัวใหม่ขึ้นมา อย่างไร คนก็จดจำแบรนด์ใหญ่ ของพวกเราได้อยู่แล้วนอกเหนือจากนี้ การตั้งชื่อแบรนด์ นั้นก็มีข้อ ที่ควรหลีกเลี่ยงเช่นเดียวกัน

1. อย่าพยายามเอาอย่าง ชื่อแบรนด์คนอื่น แม้ว่าจะแค่คล้ายๆก็อาจโดนฟ้องกรณีสร้างแบรนด์ ให้กำเนิดความสับสนว่าร้านคนไหนกันเป็นร้านค้าคนไหนกันแน่แน่ ห่วยแตกกว่านั้น ถ้าหากลูกค้าทราบดีว่า เราเป็นแบรนด์เอาอย่าง ภาพลักษณ์ ก็ยิ่งลงเหวไปใหญ่
2. อย่าใช้นามสกุลตัวเองมาตั้ง ด้วยเหตุว่าทำให้จำยาก แม้กระนั้นก็ไม่แน่ เสมอไป ได้แก่ แม่อะลุ้มอล่วย ห้องครัวเจ๊ง้อ พี่สาวเล้ง อื่นๆอีกมากมาย
3. อย่าตั้งชื่อ โดยใช้คำได้รับความนิยมๆตอนนั้น เนื่องจากมันจะมาเร็วแต่ไปเร็ว เมื่อหมดความดัง ดังเช่นว่า ยังจำคลิปเด็กที่ดังข้ามคืน โดยมีวลี “เรื่องนี้ถึงคุณครูสตรีแน่” ได้มั้ย ถ้าเกิดมีผู้ใดกันเอาชื่อ ผู้หญิง ไปใช้เป็นชื่อแบรนด์ ในขณะนั้นก็คงจะดังเร็ว แม้กระนั้นตอนนี้ ไม่มีผู้ใดนึกออกแล้ว
6. เลี่ยงชื่อที่ส่งผลต่อ ความเชื่อถือ ความเปราะบาง ละเอียดลออ ของดวงใจคน อย่างการเมือง หรือศาสนาเนื่องจากอาจโดนต้านจากสังคมไม่มากก็น้อย เช่น การเมืองปัจจุบันนี้ ถ้าพวกเราตั้งชื่อ ให้รู้ว่าเราสีเสื้ออะไร อยู่ฝ่ายไหน ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่มากินร้านเราแน่นอน

คิดจะสร้างแบรนด์ครีมจะต้องใช้งบสำหรับการลงทุนเยอะแค่ไหนนะ

มั่นใจว่าผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่ต้องการลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวแบรนด์ครีมก็น่าจะกำเนิดความสงสัยเกี่ยวกับงบประมาณสำหรับในการลงทุนซึ่งนับได้ว่าเป็นเรื่องจำเป็นเป็นอันดับหนึ่งในการสร้างแบรนด์ว่าควรมีการลงทุนมากแค่ไหน ครีมที่ออกมาเป็นแบรนด์ของพวกเราจะมีคุณภาพดีเยี่ยมน้อยมากแค่ไหนบ้างไม่ต้องไปหาคำตอบตรงไหนไกลเพราะเหตุว่าเราขอแนะแนวทุนการสร้างแบรนด์ครีมให้กับทุกๆคนหากพร้อมแล้วไปดูกันเลยสิ่งที่แสดงว่าพวกเราจะต้องใช้งบลงทุนมากมายน้อย

1.ส่วนประกอบในครีมของเราคำนวณเริ่มจากการเลือกส่วนผสมซึ่งมีหลายเกรดหลายราคามากให้พวกเราได้เลือกใช้ตั้งแต่หลักพันต่อโลไปจนกระทั่งหลักหมื่นต่อขีดแม้กระนั้นดังนี้ก็เป็นไปตามประสิทธิภาพด้วยเช่นเดียวกันอย่างครีมเกรดต่ำราคาส่วนผสมที่พวกเราต้องซื้อก็จะอยู่ที่หลัก1-3พันบาทครีมเกรดปานกลางราคาส่วนผสมที่เราจะต้องซื้อก็จะอยู่ที่หลัก5-8พันบาทส่วนครีมเกรดดีเริ่ด

จำพวกเนื้อครีมบำรุงเนื้อครีม แบบ Body Butter ลักษณะเนื้อครีมจะเป็นแบบครีมบัตเตอร์ เนื้อครีมมีความเข้มข้นสูง เพราะมีส่วนผสมของเนื้อครีมรวมทั้งไขมันเยอะแยะกว่าครีมทาผิวแบบทั่วๆไป เนื้อสัมผัสระเหยช้า เคลือบผิวนาน ข้อดีของครีมประเภทนี้เป็นสามารถใส่ส่วนผสมบำรุงผิวเข้าไปได้มากมาย เหมาะกับสินค้าที่ต้องการเติมความชุ่มชื้นคุ้มครองป้องกันผิวแห้ง เนื้อครีม แบบ Lotion ลักษณะเป็นเนื้อครีมโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำในจำนวนมาก ครีมมีความเหลวอยู่ เนื้อโลชั่นจะมีความเหลวไม่เหนอะ เนื้อสัมผัสระเหยรวดเร็ว

เหมาะกับผลิตภัณฑ์ครีมบำรุงที่ทาทุกวันเพื่อบำรุงผิวและไม่อยากให้ผิวตันเนื้อเซรั่ม ลักษณะเนื้อเซรั่มมีความเหลวใส ซึมเข้าผิวได้เร็วกว่าครีมแต่ว่าช่วยรู้สึกตัวบำรุงได้ดียิ่งไปกว่า (โดยมากจะอยู่ในสินค้าที่ใช้กับผิวหน้า) นอกเหนือจากนี้สินค้าเนื้อเซรั่มยังได้ผลลัพธ์การบำรุงผิวได้เร็ว เพราะเหตุว่าเนื้อครีมซึมซาบเพื่อรู้สึกตัวบำรุงผิวได้อย่างลึกล้ำ เนื้อเจล ลักษณะเป็นเนื้อเจล ซึ่งผสมระหว่างเนื้อโลชั่นและก็เซรั่ม โดยมีส่วนผสมของน้ำรวมทั้งสารประกอบ Polymer ในจำนวนมาก ทำให้เนื้อครีมแบบเจล

สามารถอุ้มน้ำเจริญ เหมาะสำหรับสินค้าทาผิวหน้า-ผิวตัวที่เติมความชื้น เติมน้ำให้ผิว ยิ่งไปกว่านี้ การใช้ครีมเนื้อเจลทาผิวยังไม่ก่อให้เกิดผิวตันอีกด้วย เนื้ออีมัลชั่น มีลักษณะคล้ายเนื้อเซรั่มแต่มีความเหลวกว่า  อยากทําแบรนด์ครีม โดยครีมแบบเนื้ออีมัลชั่น เป็นครีมเนื้อผสมระหว่าง โลชั่นกับเจล เนื้อสัมผัสจะมีความข้นแต่ซึมเข้าบำรุงผิวได้อย่างรวดเร็ว ช่วยฉาบให้อิ่มน้ำได้นาน เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์ทาผิวหน้า (ใช้คู่กับเซรั่มเพื่อเป็นการตระเตรียมผิว)

ทำแบรนด์ครีมเขาว่ารวยข้ามคืน คำพูดนี้ยังใช่ได้อยู่ไหมนะ ?

ในช่วงเวลานี้หันซ้าย แลขวา ใครๆเขาก็มาทำแบรนด์ครีม เป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องแต่งตัวกันทั้งหมด หน้ากระเด้งหน้าใสเต็มหน้าฟีด หน้า Time line ไปหมดเลย (แต่ขายได้หรือไม่ไม่เคยทราบนะ ?)พี่ฝนอยู่ในตลาดนี้มาร่วมๆ10 ปี ทำมาตั้งแต่ขายของด้วยเงินลงทุนเพียงแต่หลักพันเป็นตัวแทนเขา จนถึงสามารถปั้นแบรนด์เป็นของตัวเอง ผลิตภัณฑ์ทำมาก็บอกตามจริงว่าขายไม่ได้เช่นที่ตั้งจุดมุ่งหมายเท่าใดนัก เจ็บตัวบ้าง กำไรบ้าง ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับการทำธุรกิจยิ่งช่วงนี้นะคะ ใครๆก็เป็นเจ้าของแบรนด์ครีมได้ จำเป็นต้องพูดว่าง่าย แล้วก็ง่ายยิ่งกว่าคราวก่อนเยอะแยะคะ เป็นเจ้าของหนะง่ายนะคะ แต่ว่าให้ขายได้ ขายดิบขายดี ต้องกล่าวว่า หิน เลยจ้าวันนี้เลยอยากจะขอมาร่วมแบ่งปันกับผู้ที่ปรารถนาเป็น “เถ้าแก่ใหม่” หรือ “เถ้าแก่เนี๊ยะ” ในสายความสวย ว่าแม้จะเข้าตลาดนี้จำเป็นต้องเตรียมพร้อมอะไรกันบ้าง มาดูกันดีกว่า

เนื้อครีม แบบไหนที่ทาแล้วใช่ ใช้แล้วดีต่อหัวใจคนใดกันเห็นก็ยินดีครีมบำรุง ไม่เพียงแค่มีคุณลักษณะช่วยเพิ่มความชื้นแก่ผิว แต่ยังช่วยเสริมเกราะคุ้มครองป้องกันผิว ช่วยปรับให้สีผิวให้เป็นประจำ และฟื้นฟูผิวแข็งกระด้างให้เนียนนุ่ม แต่ในท้องตลาดตอนนี้มีครีมบำรุงหลายประเภทให้เลือกใช้ สาวๆจะต้องเลือกใช้ เนื้อครีม บำรุงที่ดีรวมทั้งเหมาะกับสภาพผิวของตนเองด้วย เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับเพื่อการดูแลผิวพรรณเนื้อครีมสิ่งแรกเลยนั้นก่อนจะไปเลือกว่าเนื้อครีมที่เหมาะสมกับพวกเรานั้น

มาทำความรู้จักสภาพผิวตัวเองให้ดีซะก่อนว่าเป็นแบบไหนกันแน่

ผิวทั่วๆไป-> ถ้าผิวไม่มันและไม่แห้งจนเกินความจำเป็น ควรที่จะทำการเลือกใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำและซิลิโคนประเภทเบา ได้แก่ ไซโคลเมทิโคน (Cyclomethicone) เพราะเหตุว่ามีเนื้อบางเบาและไม่เหนียวเหนอะหนะ

ผิวมัน-> หลายคนมองว่าผิวมันไม่ต้องใช้ครีมบำรุง แม้กระนั้นผู้ที่มีผิวมันควรที่จะใช้ครีมบำรุงเพื่อป้องกันผิวข้างหลังล้างหน้าล้างตาหรือใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น โดยเลือกครีมเนื้อโลชั่นที่ระบุไว้ว่าไม่อุดตันรูขุมขน เพื่อลดช่องทางการเกิดสิวผิวแห้ง-> เหมาะกับครีมบำรุงที่มีส่วนผสมหลักเป็นน้ำมัน รวมทั้งควรที่จะใช้สินค้าให้ความชื้นแก่ผิวที่ทำจากน้ำมันปิโตรเลียมบนผิวหนังบริเวณที่แห้งและก็หยาบกระด้างมาก เพราะว่ามีประสิทธิภาพสำหรับในการกักเก็บน้ำไว้ที่ผิวได้นาน

ผิวแพ้ง่าย-> เป็นผิวที่ไวต่อสิ่งรบกวนด้านนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเคมีและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการระคายเคือง มีผื่นแดง ตุ่มนูน รู้สึกคัน หรือแสบผิวได้ง่าย อยากทําแบรนด์ครีม  จะต้องเลือกโลชั่นที่มีไว้สำหรับดูแลผิวที่ใช้ส่วนผสมหลักจากธรรมชาติและก็สุภาพต่อผิว ดังเช่นว่า ค้างโมมายล์ ว่านหางจระเข้ ฯลฯ รวมทั้งเลี่ยงการใช้ครีมที่แต่งสีแต่งกลิ่นหรือมีกรดเป็นองค์ประกอบ

การเลือกใช้ สรับประทานแคร์ Skincare ที่เหมาะกับตนเองเพื่อคำตอบให้ผิวดูกระนายสิบงใสร่างกายแข็งแรง หลังจากเช็คสภาพผิวตนเองแล้วก็ต้องมารู้จะกับจำพวกสกินสนใจสำหรับผิวแต่ละจำพวก เพื่อเลือกสรับประทานแคร์ที่ ‘ใช่’ ที่สุดสำหรับคุณกันเลยเนื้อครีม (Cream) –
สรับประทานห่วงใยเนื้อครีม เป็นจำพวกที่ทุกคนคงจะรู้จักเยอะที่สุด มีเนื้อสัมผัสเข้มข้นสุด ใช้เวลานานกว่าจะซึมเข้าผิว เนื่องมาจากมีส่วนประกอบของน้ำมันและก็น้ำผสมกันอยู่ ก็เลยให้ความชื้นมากมาย

เหมาะกับคนที่มีผิวแห้งหรือผิวธรรมดา

สำหรับผิวผสมให้เลือกทาเฉพาะบริเวณใบหน้าที่มีผิวแห้งเนื้อโลชั่น

(Lotion) –เว้นเสียแต่โลชั่นที่เอาไว้สำหรับดูแลผิวกายแล้วยังมีโลชั่นสำหรับผิวรุงผิวหน้าอีกด้วย บางแบรนด์อาจเรียกเนื้อสินค้านี้ว่า ฟลูเหนื่อย (Fluid) ความเข้มข้นรองลงมาจากเนื้อครีม สัมผัสเหลวกว่า เนื่องจากว่ามีส่วนประกอบของน้ำจะมากยิ่งกว่าในเนื้อครีม ก็เลยไม่ทำให้ผิวมันกระทั่งเกินไป

เหมาะสมกับคนภาวะผิวธรรมดารวมทั้งผิวผสมเจล

(Gel) –เจลจะมีเนื้อสัมผัสอันแสนจะบางเบา ไม่เหนียวเหนอะ รู้สึกเย็นเวลาเจลสัมผัสลงผิว เพราะว่ามีส่วนประกอบของน้ำเป็นหลัก ในขณะที่มีส่วนประกอบของน้ำมันน้อยหรือไม่มีอยู่เลย เป็น Oil-free แม้กระนั้นไม่ค่อยให้ความชุ่มชื้น ก็เลยเหมาะสมกับคนที่ซึ่งมีผิวเป็นแบบผิวมัน หรือคนผิวแพ้ง่ายเซรั่ม

(Serum) –เซรั่ม มีเนื้อสัมผัสบางเบา ซึมไปสู่ผิวง่าย เป็น Oil-Based มีความเข้มข้นของตัว active ingredients มากมาย อยากทําแบรนด์ครีม  ก็เลยบำรุงผิวได้อย่างลึกล้ำถึงผิวชั้นใน

เหมาะกับคนที่ซึ่งมีผิวเป็นแบบผิวแห้งจนกระทั่งผิวผสมที่อยากฟื้นฟูสภาพผิวแบบเร็วๆแม้กระนั้นควรที่จะใช้คู่กับเนื้อผลิตภัณฑ์จำพวกอื่น ได้แก่ ครีมหรือเจล เพื่อบำรุงผิวชั้นนอกด้วยเอสเซนส์

(Essence) –เอสเซนส์เป็นตัวบำรุงผิวชั้นในเหมือนกันกับเซรั่ม ก็เลยจำต้องเลือกใช้ตัวเพียงแต่ตัวเดียว มีลักษณะเป็นเนื้อเจลใสๆเนื่องจากว่าเป็น Water-Based จึงทำให้เอสเซนส์ซึมเข้าสู่ผิวเร็วมาก ไม่เหนอะหนะผิว บางแบรนด์ที่เรียกสินค้าว่า น้ำตบ ก็คือ เนื้อผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ครับ เหมาะกับคนที่มีผิวที่เป็นลักษณะของผิวผสมจนถึงผิวมันแล้วก็ผิวบอบบาง แพ้ง่าย

museoriver

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *